ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของภูมิคุ้มกันوสุขภาพองค์รวม ไม่ว่าจะเป็น โภชนาการ การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ หนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความนิยมคือ “โพรไบโอติกส์” หรือจุลินทรีย์ตัวดีที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ แต่คำถามที่พบบ่อยก็คือ “กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน” ถึงจะได้ผลดีที่สุด
โพรไบโอติกส์ คืออะไร?
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน โพรไบโอติกส์สามารถช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ โพรไบโอติกส์ยังสามารถช่วยลดอาการท้องผูก ท้องเสีย และอาการไม่สบายท้องอื่นๆ ได้อีกด้วย
ทำไมกินโพรไบโอติกส์แล้วไม่เห็นผล?
ที่ W9 Wellness มีคนไข้หลายคนเข้ามาปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการกินโพรไบโอติกส์ ว่าทำไมกินแล้วไม่เห็นผลเหมือนในโฆษณาว่า ที่บอกว่าช่วยเรื่องท้องผูก ลดน้ำหนัก หรือแม้แต่ภูมิแพ้ แต่กลับกลายเป็นว่าพอกินเข้าไปแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย ก่อนอื่นต้องขออธิบายไว้ก่อนว่า โพรไบโอติกส์ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่โพรไบโอติกส์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อให้โพรไบโอติกส์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โพรไบโอติกส์ไม่เห็นผล
- สายพันธุ์และปริมาณ : โพรไบโอติกส์มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป การเลือกสายพันธุ์และปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนกินแล้วรู้สึกไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง เช่น:
- Lactobacillus rhamnosus GG: เหมาะสำหรับลดอาการท้องเสียและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- Bifidobacterium lactis Bi-07: ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและปรับสมดุลลำไส้
- Saccharomyces boulardii: ช่วยป้องกันและรักษาอาการท้องเสียที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
- ช่วงเวลาในการรับประทาน : รู้หรือไม่ ช่วงเวลาในการกินโพรไบโอติกส์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสภาพแวดล้อมในกระเพาะอาหารแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้โพรไบโอติกส์รอดชีวิตและทำงานได้ดี
- พฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์ : อาหารแปรรูป น้ำตาล ยาปฏิชีวนะ ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ สามารถส่งผลเสียต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
การเลือกโพรไบโอติกส์ที่เหมาะสม
- เลือกชนิดและสายพันธุ์ที่เหมาะสม: การเลือกโพรไบโอติกส์ให้เหมาะกับปัญหาสุขภาพแต่ละอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจุลินทรีย์มีความหลากหลาย และแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome DNA Test) ก่อนเสริมโพรไบโอติกส์จึงสำคัญ
- การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome DNA Test) เป็นการตรวจวิเคราะห์ DNA ของจุลินทรีย์ในอุจจาระ เพื่อประเมินความหลากหลายและความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสามารถแนะนำสายพันธุ์และปริมาณโพรไบโอติกส์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี CFU (Colony Forming Units) เหมาะสม และมีงานวิจัยรองรับ: ปริมาณโพรไบโอติกส์ที่แนะนำให้บริโภคต่อวันอยู่ระหว่าง 10,000 ล้านถึง 20,000 ล้าน CFU (colony-forming units) อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของโพรไบโอติกส์และวัตถุประสงค์ในการกิน
- ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ: ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มกินโพรไบโอติกส์ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
สนใจตรวจ اختبار الحمض النووي للميكروبيوم المعوي? ติดต่อเพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ได้ที่นี่
กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน ถึงจะเห็นผลลัพธ์ดีที่สุด
จริงๆ แล้วต้องบอกก่อนว่า ธรรมชาติของโพรไบโอติกส์แต่ละตัวก็มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน บางตัวทนกรดได้ บางตัวทนกรดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วการกินโพรไบโอติกส์หลังอาหาร กับการกินตอนท้องว่าง จริงๆ แล้วอาจจะแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อหรือว่าชนิดของสายพันธุ์ที่กิน จึงไม่แปลกใจหลายคนถึงมีคำถามเยอะมากว่าควรกินโพรไบโอติกส์ช่วงเวลาไหนดี กินโพรไบโอติกส์ก่อนนอนได้ไหม ต้องกินตอนท้องว่างหรือกินหลังอาหาร สรุปแล้วกินโพรไบโอติกส์ตอนไหน ถึงจะดีที่สุด
วิธีการกินโพรไบโอติกส์
- กินตอนท้องว่าง (ก่อนอาหาร 30 นาที หรือก่อนนอน) เพื่อให้โพรไบโอติกส์สัมผัสกับผนังลำไส้ได้โดยตรง เพิ่มโอกาสในการเกาะติดและเจริญเติบโต
- ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงน้ำร้อนหรือน้ำเย็นจัด เพื่อรักษาสภาพของโพรไบโอติกส์
- ถ้าเป็นโพรไบโอติกส์ที่ไม่มีเทคโนโลยีเคลือบแคปซูล อาจกินพร้อมอาหารที่มีไขมันเล็กน้อยเพื่อช่วยลดความเป็นกรด เพื่อป้องกันโพรไบโอติกส์จากการถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร
- หลีกเลี่ยงการกินพร้อมกับยาปฏิชีวนะ ควรเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาปฏิชีวนะทำลายโพรไบโอติกส์
การปรับไลฟ์สไตล์เพื่อเสริมประสิทธิภาพ
- ควรกินคู่กับพรีไบโอติกส์: การกิน โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ควบคู่กับ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากพรีไบโอติกส์เป็นอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพของโพรไบโอติกส์ การกินคู่กันจะช่วยให้โพรไบโอติกส์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้โดยรวม
- แหล่งอาหารของพรีไบโอติกส์ เช่น หัวหอม กระเทียม กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต
- ปรับไลฟ์สไตล์: ลดความเครียด, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและเสริมประสิทธิภาพของโพรไบโอติกส์
ทำไมช่วงเวลาในการกินถึงสำคัญ?
- ความแตกต่างของโพรไบโอติกส์: โพรไบโอติกส์แต่ละสายพันธุ์มีความสามารถในการทนต่อกรดในกระเพาะอาหารแตกต่างกัน บางชนิดทนกรดได้ดี เช่น Lactobacillus acidophilus, Lactobacillus rhamnosus แต่บางชนิดอ่อนแอต่อกรด เช่น Bifidobacterium หรือ Saccharomyces boulardii
- การดูดซึมและประสิทธิภาพ: การกินโพรไบโอติกส์พร้อมอาหารอาจทำให้จุลินทรีย์เกาะกับอาหารแทนที่จะเกาะกับผนังลำไส้ ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
“เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเสริมโพรไบโอติกส์จึงต้องเลือกให้เหมาะสม”
เปรียบเทียบการกินโพรไบโอติกส์ “ตอนท้องว่าง” กับ “หลังอาหาร”
วิธีการกิน | ข้อดี | ข้อเสีย |
ตอนท้องว่าง (ก่อนอาหาร 30 นาที หรือก่อนนอน) | ⏺︎ จุลินทรีย์สามารถเกาะกับผนังลำไส้ได้ดี | ⏺︎ บางสายพันธุ์อาจไวต่อกรด หากไม่มีเทคโนโลยีช่วยป้องกัน |
หลังอาหาร (โดยเฉพาะมื้อใหญ่ที่มีไขมัน) | ⏺︎ อาหารช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะชั่วคราว ทำให้จุลินทรีย์บางชนิดรอดได้มากขึ้น | ⏺︎ กระบวนการย่อยอาหารอาจทำให้โพรไบโอติกส์ถูกดูดซึมช้าลง ⏺︎ บางส่วนอาจถูกขับออกไปพร้อมกับอาหาร |
คำแนะนำทั่วไป กินตอนท้องว่างดีที่สุด เพราะจะช่วยให้จุลินทรีย์สัมผัสกับผนังลำไส้ได้โดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสในการเกาะติดและเจริญเติบโต แต่ในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตออกบางรายออกแบบแคปซูลโพรไบโอติกส์ที่ทนต่อกรด (Acid resistant capsule) โดยการเคลือบแคปซูลไว้ เพื่อให้โพรไบโอติกส์ไม่ถูกทำลาย และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจ Gut Microbiome เพื่อเลือกโพรไบโอติกส์ที่เหมาะกับคุณ
หากต้องการให้โพรไบโอติกส์ได้ผลดีที่สุด แนะนำให้ التحقق من توازن الكائنات الحية الدقيقة في الأمعاء (Gut Microbiome DNA Test) เพื่อดูว่าแบคทีเรียชนิดไหนในลำไส้ของคุณมีอยู่แล้ว และควรเสริมชนิดไหนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เลือกโพรไบโอติกส์ได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากที่สุด
สรุปแล้ว การกินโพรไบโอติกส์ให้ได้ผลดีที่สุด ต้องคำนึงถึง ช่วงเวลาในการรับประทาน สายพันธุ์และปริมาณที่เหมาะสม และ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และ การตรวจ Gut Microbiome จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากโพรไบโอติกส์นั่นเอง
หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้และอยากปรับสมดุลจุลินทรีย์ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ W9 Wellness ได้เลย
فروع الخدمة
- فرع مستشفى برارام 9
- رقم الهاتف: 092-9936922
- خط: @w9wellness
- ساعات الافتتاح والإغلاق: 08.00 – 17.00.
- فرع مركز بلونشيت
- رقم الهاتف: 0994969626
- خط: @wploenchit
- ساعات الافتتاح والإغلاق: 10:00 صباحًا - 7:00 مساءً
แหล่งอ้างอิง
- http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2555_189_60_p13-15.pdf
- https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/download/31311/26909/?utm_source=chatgpt.com
- https://www.stkc.go.th/sites/default/files/ebook/1617349182.pdf