ค้นหา
ปิดช่องค้นหานี้
นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก วิกฤตสุขภาพคนยุคใหม่!

นอนไม่หลับ ..เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกเพศ ทุกวัย  โดนอาการนอนไม่หลับของคนทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 คืนต่อสัปดาห์ หากนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยากติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ให้สงสัยไว้ว่าร่างกายกำลังมีความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจพัฒนาไปสู่ภาวะอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพระยะยาวได้

“คุณภาพการนอน มีมูลค่า
เงินตรา.. ไม่สามารถชดเชยได้”

นอนไม่หลับ

นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center โรงพยาบาลพระรามเก้าได้พูดถึงปัญหาการ นอนไม่หลับ ของคนยุคนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ปัญหาการนอนไม่หลับกำลังแทรกซึมทำลายสุขภาพของประชากรทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยพบว่าคนไทยมีปัญหานอนไม่หลับ มากถึง 30-40% ของประชากรไทย หรือราวๆ 19 ล้านคน”

อะไรทำให้คนยุคใหม่.. นอนไม่หลับ ?

นอนไม่หลับ (Insomnia) ถือเป็นโรคความผิดปกติด้านการนอน หรือเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการนอนที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งหากย้อนกลับไปราวหสิบปีก่อนเชื่อว่าหลายคนคงยกให้ “ความเครียด” เป็นสาเหตุตั้งต้นของปัญหาด้านการนอน แต่สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน ความเครียดอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังได้ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนยุคดิจิตัลนอนไม่หลับ มาจากอะไรได้บ้าง..

  • พฤติกรรมการทำงาน (Work behavior) ด้วยความสะดวกรวดเร็วที่มีตลอดเวลา ทำให้ขีดจำกัดในการทำงานถูกทลายลง จากสถิติพบว่าประชากรกว่า 20% ทั่วโลก มีพฤติกรรมการทำงานตอนกลางคืน ทั้งจากการประชุมหรือการทำงานที่ติดพัน จนเผลอทำเวลาการนอนหล่นหาย
  • เทคโนโลยี (Smart technology) สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราก้มหน้าคุยกันจนทุกวันนี้ จากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือหน้าจอต่างๆ ที่พร้อมจะสาดแสงเข้าดวงตาเราแบบทั้งวันทั้งคืน บวกกับเสียงรบกวนจากภาพนอก จนเกิดเป็น Light Pollution ที่เข้าไปรบกวนร่างกาย เหมือน Lightmare ไม่ใช่ Nightmare (ฝันร้าย) ทำให้มีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือนอนไม่หลับ
  • ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ (Lifestyle) วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จนคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ กิจกรรม โดยเฉพาะการรับประทานอาหารจานด่วน มื้อใหญ่ มื้อดึก รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอยู่มาก ทำให้นอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับได้ในที่สุด

“นอนหลับดี.. โชคดีมาก
นอนหลับยาก.. โชคดีน้อย”

นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ หรือนอนหลับยาก.. กระทบสุขภาพขนาดไหน ?

การนอนหลับ ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในความโชคดีของการนำไปสู่สุขภาพที่ดีในระยะยาว เพราะนอกเหนือจากพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูดรับควันเขม่า หรือการรับประทารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว “คุณภาพการนอน” เป็นแรงขับเคลื่อนชิ้นสำคัญต่อระบบต่างๆ ทั่วทั้วร่างกาย จริงอยู่ที่เราทุกคนอาจมีอาการ นอนไม่หลับ หรือหลับได้ยากในบางคืน แต่ในผู้ที่มีภาวะนอนหลับยากเรื้อรัง อาจต้องเฝ้าระวังอาการต่างๆ เช่น

  • หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกบ่อย (หลับๆ ตื่นๆ)
  • หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน ตื่นมาไม่สดชื่น

หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า 2 สัปดาห์ ให้สงสัยไว้ว่าเรากำลังมีภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง และควรเข้ารับคำปรึกษา ที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่กลับพบว่า หลายคนเลือกที่จะซื้อยานอนหลับมากินเอง ซึ่งเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตนเองค่อนข้างมาก ด้วยเพราะลักษณะตัวยาที่ใช้จะเหมาะกับลักษณะอาการที่แตกต่างกัน แม้จะมาด้วยอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม แต่ทุกๆ การรักษาควรอยู่ภายใต้ความดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจนำมาสู่ภาวะผิดปกติบางอย่างได้ ดังนี้

  • ความสามารถและทักษะลดลง เช่น สมองตอบสนองช้า สมาธิลดลง ซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ (ขับรถ, ทำงาน, การตัดสินใจ ,การใช้เหตุผล)
  • ความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคเบาหวาน มะเร็ง ไปจนถึงความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่นอนไม่หลับเพราะความเครียด ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 2 เท่า รวมถึงโรคทางจิตอื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น ประสาทหลอน และไบโพลาร์
  • นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) เสียสมดุล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาศัยอยู่ในสมองส่วนไฮโปทามามัส คอยทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ตามเวลาของร่างกาย

หลับ-ตื่น ให้เป็นเวลา รักษานาฬิกาชีวิตให้ดี!

นอนไม่หลับ

นอกจากการปรับความคิด และพฤติกรรมที่เป็นตัวการแห่งความเครียด จนทำให้นอนหลับได้ยากแล้ว การรีเซ็ทนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ให้กลับมาเดินเป็นปกติตามเวลาของร่างกาย ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอันดับแรกๆ เพราะนาฬิกาชีวิตมีหน้าที่กำหนดพฤติกรรม อุณหภูมิในร่างกาย สร้างเซลล์ใหม่ ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมนต่างๆ ที่มีทั่วร่างกายให้ทำงานเวลาเดิมในรอบ 1 วัน (เช้า-กลางคืน) เรียกได้ว่า “ทำงานทั้งวันทั้งคืน” การที่เรานอนไม่เป็นเวลา จึงเป็นปัญหาที่กระทบกับเวลาทำงานของฮอร์โมนชนิดอื่นๆ เช่น

  • หิวตอนดึก เพราะฮอร์โมนเกอร์ลิน (Ghrelin Hormone) หลั่งมากขึ้น
  • กระบวนการซ่อมแซมร่างกายไม่ดี เพราะโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หลั่งได้ไม่เต็มที่ (เที่ยงคืน-ตีหนึ่ง)
  • นอนหลับยาก เพราะแสงจอคอม หรือโทรศัพท์ ที่มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ที่ช่วยควบคุมเวลานอนของร่างกาย
  • ความเครียดเพิ่มขึ้น ยิ่งนอนไม่หลับ เพราะฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol Hormone) ถูกกระตุ้นให้หลั่งมากขึ้น
  • ต่อมหมวกไตล้า เพราะฮอร์โมนต่อมหมวกไตทำงานหนักเกินไป

ดีที่สุดคือ การรักษาสมดุลนาฬิกาชีวิตของร่างกายให้ดี เริ่มจากหยุดเล่นโทรศัพท์ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้านอน งดดื่มกาแฟหรือเครื่อมดื่มรสหวาน ฝึกผ่อนคลาย เลิกคิดเรื่องวุ่นวายช่วงก่อนนอนให้ได้ รวมถึงการใช้โปรแกรมตรวจสมดุลฮอร์โมนที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ช่วยคืนสมดุลฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการนอนหลับที่ดี และมีคุณภาพ

Share : 

บทความที่เกี่ยวข้อง

มีคนไข้หลายคนเข้ามาปรึกษาหมอว่า ทำไมบางครั้ง กินโพรไบโอติกส์ แล้วไม่เห็นผล เพราะเห็นโฆษณาว่าช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยเรื่องลดน้ำหนัก และยังช่วยเรื่องภูมิแพ้ แต่กินไปแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่ช่วยอะไรเลย หมอต้องบอกก่อนว่า เราต้องอย่าลืมว่าโพรไบโอติกส์มันมีชีวิต และโพรไบโอติกส์ไม่ใช่ยา ดังนั้นเราจึงไม่สามารถควบคุมอาการมันได้ทุกอย่างได้ มันจึงมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นก็คือ ชนิด และจำนวนของโพรไบโอติกส์ที่ต้องรีบประทาน วันนี้หมอมีคำแนะนำว่าจริงๆ แล้ว เราควร กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน กันแน่ถึงจะเห็นผล เราควรเลือก กินโพรไบโอติกส์ตอนไหน ถึงจะเห็นผล? ก็ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของโพรไบโอติกส์ในปัจจุบันมีค่อนข้างมากเลย แล้วส่วนใหญ่ก็จะพบว่า มีประโยชน์กับร่างกายของเราจริงๆ เพียงแต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่า พอพูดถึงจุลินทรีย์มันมีหลากหลาย หลายพัน หลายหมื่น หลายแสนล้านชนิดอยู่ในร่างกาย มีชนิดย่อยๆ เต็มไปหมดเลย ทุกวันนี้เรายังศึกษาได้แค่บางส่วน มันก็จะมีเชื้อจำนวนนึงที่อยู่ในลิสต์ว่ามันเป็นเชื้อที่ดี ในเชื้อแต่ละตัวเองก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป มีคุณสมบัติที่คาบเกี่ยวกันไป เพราะฉะนั้นการจะเลือกโพรไบโอติกส์กับปัญหานึงเนี่ย จริงๆ หมอมองว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีมันไม่อาจจะสามารถใช้เชื้อรวมๆ เหมือนว่าเอา 10 ตัวนี้มาแล้วมาใช้กับทุกสภาวะได้ เพราะว่าในแต่ละคนเองก็มีความหลากหลายของชนิดเชื้อที่แตกต่างกันอีกเหมือนกัน การกินโพรไบโอติกส์ที่มากเกินไป หรือว่าชนิดที่อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับเรา บางทีอาจจะนำมาสู่การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร หรือว่าทำให้โพรไบโอติกส์ในท้องของเรา จากที่มันดีอยู่แล้วกลับแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้ว การกินโพรไบโอติกส์ให้เหมาะสมกับบุคคล […]

วิธีเลือก Probiotics กินอย่างไรให้ตอบโจทย์สุขภาพมากที่สุด ช่วงนี้หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า “Probiotics”

• ภาวะขาดวิตามินหลายชนิด รวมทั้งภาวะขาดวิตามินดี มีความสัมพันธ์กับภาวะ ซึมเศร้า• วิตามินดีระดับต่ำ อาจส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และพฤติกรรม• วิตามินดี ไม่ใช่ยารักษาโรคซึมเศร้า แต่การชดเชยวิตามินดีในคนที่มีระดับต่ำ อาจมีส่วนช่วยในการควบคุมอารมณ์ และเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้ ภาวะ ซึมเศร้า เป็นโรคเรื้อรัง ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสังคม ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ทั้งด้านคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเอง ภาระทางสังคมต่อคนรอบข้าง และอัตราการฆ่าตัวตายที่พุ่งสูงขึ้น การรักษาโรคซึมเศร้าโดยการใช้ยาร่วมกับจิตบำบัด มีอัตราสำเร็จ 76-85% (WHO 2020) แต่ปัญหาคือมีผู้ป่วยน้อยกว่า 25% เท่านั้นที่ได้รับการรักษา และมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่อยากทานยา เพราะกลัวติดการใช้ยา หรืออาจเพราะทนผลข้างเคียงไม่ไหว [1] เนื่องจากภาวะซึมเศร้าเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะคนที่รักษาไม่ต่อเนื่อง พบว่ามีอัตราการเป็นซ้ำมากขึ้น จึงเริ่มมีความพยายามที่จะมองหาปัจจัย หรือวิธีการรักษาร่วมอื่น โดยเฉพาะทางด้านของ ภาวะโภชนาการ สารอาหาร หรือวิตามินเสริม [2] เราเริ่มมีงานวิจัยจำนวนมากขึ้น ที่พบความสัมพันธ์ของภาวะขาดวิตามิน สารอาหาร หรือแร่ธาตุ หลายชนิด กับภาวะซึมเศร้า เช่น วิตามินบี 3, วิตามินบี […]