หลังการระบาดของ COVID-19 หลายคนอาจรู้สึกว่าโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แต่ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการพบผู้ติดเชื้อ “ฮันตาไวรัส” (Hantavirus) บนเรือสำราญ จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย กำลังเตือนเราว่า “โรคอุบัติใหม่” ยังสามารถเกิดขึ้นได้เสมอในโลกที่เชื่อมต่อกันตลอดเวลา
แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะประเมินว่าความเสี่ยงต่อสาธารณสุขโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งว่า สุขภาพในยุคปัจจุบันอาจไม่ได้หมายถึงแค่ “ไม่ป่วย” แต่รวมถึงความสามารถของร่างกายในการรับมือ ฟื้นตัว และปรับสมดุลเมื่อเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะในคนทำงานเมืองที่ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเดินทางบ่อย และภาวะอักเสบเรื้อรังแบบเงียบ ๆ ซึ่งล้วนส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันมากกว่าที่หลายคนคิด
หลายคนอาจใช้ชีวิตอยู่กับการประชุมดึก เดินทางต่อเนื่อง และเวลาพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนเริ่มรู้สึกว่า “ฟื้นตัวไม่เหมือนเดิม” หรือป่วยง่ายขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ผลตรวจสุขภาพพื้นฐานอาจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ฮันตาไวรัส Hantavirus คืออะไร?
ฮันตาไวรัส (Hantavirus) เป็นกลุ่มไวรัสที่พบได้ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู และสามารถติดต่อสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ
อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกตในช่วงเริ่มต้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- มีไข้และอ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้หรือเวียนศีรษะ
- หนาวสั่น
อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตต่ำเฉียบพลันได้
สายพันธุ์ที่ WHO กำลังติดตามคือ “Andes virus” ซึ่งถือเป็นฮันตาไวรัสสายพันธุ์เดียวที่มีข้อมูลว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน

ภาพนี้กำลังอธิบายอะไร?
แม้ทั้งหมดจะเรียกว่า Hantavirus “ฮันตาไวรัส” เหมือนกัน แต่แต่ละสายพันธุ์สามารถส่งผลต่อร่างกายแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
- ฝั่งอเมริกา (Andes virus) มักสัมพันธ์กับการอักเสบของปอดและระบบหัวใจ
- ฝั่งยุโรปและเอเชีย (Hantaan virus) มักสัมพันธ์กับภาวะเลือดออกและไตอักเสบ
ภาพนี้ยังสะท้อนว่า ฮันตาไวรัสสามารถกระทบหลายระบบในร่างกาย ทั้งปอด หลอดเลือด หัวใจ และไต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและการอักเสบในร่างกายโดยตรง
ที่มา https://www.thelancet.com/journals/laninf/article/PIIS1473-3099(23)00128-7/abstract
ทำไม WHO ถึงจับตา แม้ความเสี่ยงยังต่ำ?
แม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่มาก แต่ WHO ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้เพราะมีปัจจัยหลายด้านที่ควรเฝ้าระวัง เช่น
1. การเดินทางระหว่างประเทศ
เรือสำราญเป็นพื้นที่ที่มีคนจากหลายประเทศอยู่ร่วมกันในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ทำให้โรคติดเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่าปกติ
2. ระยะฟักตัวของโรคฮันตาไวรัส Hantavirus
ฮันตาไวรัสมีระยะฟักตัวหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ทำให้บางคนอาจยังไม่แสดงอาการระหว่างเดินทาง
3. Andes virus แตกต่างจากฮันตาไวรัสทั่วไป
ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่มักติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คน แต่ Andes virus เป็นสายพันธุ์ที่มีข้อมูลว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณี จึงได้รับการจับตามองมากเป็นพิเศษ
ทำไมบางคนอาการรุนแรง แต่บางคนแทบไม่แสดงอาการ?
หนึ่งในประเด็นที่วงการแพทย์ให้ความสนใจมากขึ้นหลัง COVID-19 คือ “ภูมิคุ้มกันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน” แม้ได้รับเชื้อชนิดเดียวกัน แต่การตอบสนองของร่างกายอาจแตกต่างกันได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งคุณภาพการนอน ความเครียดเรื้อรัง สุขภาพลำไส้ สมดุลฮอร์โมน ภาวะอักเสบสะสม รวมถึงระดับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Low-grade chronic inflammation) อาจส่งผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันในระยะยาว ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดและการติดเชื้อได้ลดลงโดยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว
ในมุมของเวชศาสตร์ป้องกัน ปัจจัยเหล่านี้สัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า “immune resilience” หรือความสามารถของร่างกายในการรับมือ ฟื้นตัว และกลับคืนสู่สมดุลหลังเผชิญความเครียด การอักเสบ หรือการติดเชื้อ
สุขภาพภูมิคุ้มกันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “ความพร้อมของร่างกายโดยรวม” ด้วยเช่นกัน
ภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้องกับ “ไลฟ์สไตล์” มากกว่าที่คิด
คนทำงานในเมืองจำนวนมากอาจใช้ชีวิตอยู่กับความเครียดโดยไม่รู้ตัว ทั้งการนอนดึกต่อเนื่อง การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเดินทางบ่อย อาหารแปรรูป หรือภาวะ burnout จากการทำงานสะสม
แม้ปัจจัยเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องปกติของชีวิตยุคใหม่ แต่ในระดับชีววิทยา ร่างกายอาจกำลังเผชิญ “ภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ” ซึ่งส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงภูมิคุ้มกัน
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อ immune resilience ได้แก่
- ความเครียดสะสมเรื้อรัง
- การนอนหลับไม่มีคุณภาพ
- สุขภาพลำไส้ที่เสียสมดุล
- การขาดวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
- ภาวะฮอร์โมนแปรปรวน
- การอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์
ความเครียดเรื้อรังยังสัมพันธ์กับความผิดปกติของฮอร์โมน Cortisol ซึ่งอาจกระทบทั้งคุณภาพการนอน การฟื้นตัว และการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สุขภาพลำไส้ก็มีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้เกี่ยวข้องกับการควบคุมการอักเสบ การดูดซึมสารอาหาร และสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง
ในบางราย ภาวะอ่อนล้าระดับเซลล์หรือการทำงานของไมโตคอนเดรียที่ลดลง อาจสัมพันธ์กับอาการเหนื่อยล้า ฟื้นตัวช้า หรือมี Brain Fog ได้เช่นกัน
สัญญาณที่อาจบอกว่า “immune resilience” เริ่มลดลง
หลายครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดโรคชัดเจน โดยเฉพาะในคนที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดสะสมต่อเนื่อง
สัญญาณที่พบได้บ่อย เช่น
- เหนื่อยง่ายแม้นอนครบ
- ป่วยแล้วฟื้นตัวช้า
- สมาธิลดลงหรือมี Brain Fog
- นอนหลับไม่ลึก
- ภูมิแพ้กำเริบบ่อย
- รู้สึกพลังงานตกช่วงบ่ายเป็นประจำ
แม้ผลตรวจสุขภาพพื้นฐานอาจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในบางราย อาการเหล่านี้อาจสะท้อนความไม่สมดุลของร่างกายในระดับลึกที่เริ่มส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแล้ว
เวชศาสตร์ป้องกัน สำคัญอย่างไรในยุคโรคอุบัติใหม่?
หลังการระบาดของ COVID-19 แนวคิดเรื่อง “Preventive Medicine” หรือเวชศาสตร์ป้องกัน ได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก เพราะหลายโรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของร่างกายในการตอบสนองต่อความเครียด การอักเสบ และการฟื้นตัวด้วย
แนวทางของเวชศาสตร์ป้องกันจึงไม่ใช่เพียงการดูว่า “ป่วยหรือไม่ป่วย” แต่รวมถึงการประเมินสมดุลของร่างกายในระดับลึก เพื่อค้นหาปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ก่อนที่ร่างกายจะเริ่มแสดงออกเป็นโรคชัดเจน
การประเมินเหล่านี้อาจครอบคลุมทั้ง
- สมดุลฮอร์โมน
- ระดับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
- ภาวะอักเสบเรื้อรัง
- สุขภาพลำไส้
- คุณภาพการนอน
- สุขภาพเมตาบอลิซึม
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาการตรวจสุขภาพเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อช่วยประเมินคุณภาพภูมิคุ้มกันและความพร้อมของร่างกายอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการอ่อนล้าเรื้อรัง ป่วยง่าย หรือรู้สึกว่าสุขภาพไม่เต็มร้อย แม้ผลตรวจพื้นฐานยังปกติ
ใครบ้างที่อาจควรใส่ใจสุขภาพภูมิคุ้มกันมากขึ้น?
การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอาจเหมาะกับผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวได้ไม่ดีเหมือนเดิม หรือมีอาการบางอย่างเรื้อรังโดยหาสาเหตุไม่ชัดเจน
โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
- คนที่เดินทางบ่อย
- คนทำงานพักผ่อนน้อย
- ผู้ที่มีความเครียดสะสม
- ผู้ที่ป่วยง่ายหรือฟื้นตัวช้า
- ผู้ที่มีภาวะอักเสบเรื้อรัง
- ผู้ที่มีปัญหาการนอนหรือ brain fog
- ผู้ที่ผลตรวจสุขภาพปกติ แต่ยังรู้สึกสุขภาพไม่เต็มร้อย
วิธีดูแลภูมิคุ้มกันในชีวิตประจำวัน
แม้เราอาจไม่สามารถควบคุมโรคอุบัติใหม่ได้ทั้งหมด แต่การดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกายได้ในระยะยาว
แนวทางพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่
- นอนหลับให้เพียงพอและมีคุณภาพ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ลดอาหารแปรรูปและน้ำตาลสูง
- ดูแลสุขภาพลำไส้
- ลดความเครียดสะสม
- ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนสัตว์ฟันแทะ รวมถึงการดูแลสุขอนามัยระหว่างการเดินทาง ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อเช่นกัน
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
หากมีไข้ร่วมกับอาการอ่อนเพลียผิดปกติ หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือมีประวัติสัมผัสพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนสัตว์ฟันแทะ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฮันตาไวรัส (FAQ)
ฮันตาไวรัสติดต่อทางไหน?
ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ฟันแทะ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อ
ฮันตาไวรัสติดต่อจากคนสู่คนได้ไหม?
ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ไม่ติดต่อระหว่างคน แต่สายพันธุ์ Andes virus มีข้อมูลว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
ฮันตาไวรัสอันตรายไหม?
ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะปอดอักเสบหรือหายใจล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตาม WHO ยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อสาธารณสุขโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ
ฮันตาไวรัสป้องกันได้ไหม?
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนสัตว์ฟันแทะ ดูแลสุขอนามัยระหว่างการเดินทาง และดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยลดความเสี่ยงได้
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
ผู้ที่สัมผัสพื้นที่ปนเปื้อนสัตว์ฟันแทะ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจควรระมัดระวังมากขึ้น
การดูแลภูมิคุ้มกันสำคัญอย่างไร?
ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทต่อทั้งการรับมือและการฟื้นตัวของร่างกาย การดูแลคุณภาพการนอน ความเครียด อาหาร และสุขภาพโดยรวม อาจช่วยสนับสนุน immune resilience ได้ในระยะยาว
Key Takeaways
- ฮันตาไวรัส เป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คน และบางสายพันธุ์อาจแพร่ระหว่างคนได้ในวงจำกัด
- WHO ประเมินความเสี่ยงต่อสาธารณสุขยังต่ำ แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- ความรุนแรงของโรคอาจสัมพันธ์กับคุณภาพภูมิคุ้มกัน ภาวะอักเสบ และสุขภาพเมตาบอลิซึม
- คนเมืองที่เครียดสะสม นอนน้อย หรือเดินทางบ่อย อาจมี immune resilience ลดลงโดยไม่รู้ตัว
- เวชศาสตร์ป้องกันมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงลึก เพื่อช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือความเสี่ยงระยะยาว
โรงพยาบาลพระรามเก้า (ชั้น 3 อาคาร A)
- เบอร์โทรศัพท์: 092-9936922
- Line: @w9wellness
- เวลาเปิด-ปิด: 08.00 – 17.00 น.
นพ.พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย)
แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ป้องกัน
W9 Wellness CenterReferences
- Hantavirus cluster linked to cruise ship travel, Multi-country
- WHO’s response to hantavirus cases linked to a cruise ship
- Hantavirus pulmonary syndrome
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจดูแลสุขภาพหรือเข้ารับบริการใด ๆ






